MovieMaxWorld
กันยายน 05, 2008, 08:13:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: Welcome To MovieMaxWorld
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยวซับลังกา ป่าใหญ่-น้ำหยดแรกที่ลพบุรี  (อ่าน 68 ครั้ง)
mmw
Producer
นักแสดงนำ
*****
กระทู้: 659


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2008, 02:57:44 AM »

เที่ยวซับลังกา ป่าใหญ่-น้ำหยดแรกที่ลพบุรี


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จังหวัดลพบุรี

จากใจกลางเมืองหลวงที่วุ่นวายสุดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ค่าครองชีพ อื่นๆจิปาถะ ผมหยิบหนังสือ อสท. เล่มเก่าๆขึ้นมาดู เป็นบทความที่เขียนถึงซับลังกา ทำให้ค่ำนั้นตัดสินใจหนีความวุ่นวายเข้าป่าดีกว่า

ซับลังกานั้นเป็นผืนป่าแห่งภาคกลางแห่งสุดท้าย ฟังแล้วรู้สึกว่าภาคกลางมีป่าด้วยเหรอ หลายๆคนอาจจะนึกถึงเขาใหญ่ แต่เขาใหญ่เป็นป่าแห่งอิสานครับ ขับรถไม่นานประมาณ3ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่ลำนารายณ์ เส้นทางเดินทางสะดวกมากๆแนะนำว่าการพักแรมที่ซับลังกานั้น นักเดินทางต้องเตรียมอาหาร เครื่องนอน เนื่องจากภายในเขตรักษาฯ นั้น ไม่มีร้านสวัสดิการ ระบบสื่อสารสามารถใช้มือถือได้เพียงระบบ GSM และก็ใช้ได้เฉพาะในรัศมี 300เมตร ภายในสำนักงานของเขตรักษาฯเท่านั้น

การเดินทางภายในซับลังกานั้น ต้องใช้รถขับเคลื่อน4ล้อหากนำมาเองก็สามารถเข้าไปพจญภัยของในป่าได้ แต่ถ้าไม่มีรถ 4×4 สามารถใช้รถอีแต็ก โดยชาวบ้านมีให้บริการเช่าเหมาคัน แต่ต้องไปติดต่อที่ สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา เท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เลือกรถอีแต็กที่เข้าคิวรอบริการคันถัดไปมาให้บริการได้

ในวันนี้ผมจะเดินทางเข้าไปด้านในเพื่อเดินป่าครับ โดยใช้เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ห้วยพริก – น้ำตกผาผึ้ง – เขาจันทน์ผา เพื่อเข้าไปหาเห็ดแชมเปญ และกล้วยไม้รองเท้านารี

การเดินทางเริ่มจากทางเข้ามาที่จุดเริ่มต้นของเส้นทางฯ มีถนนเป็นทางลูกลังและบางช่วงเป็นบ่อหลุม รถยนต์(เก๋ง) จึงใม่สามารถเข้าได้ ระยะทางนี้ยาว10กิโลเมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปเพื่อให้ได้เจอกล้วยไม้ป่า รองเท้านารี อีกรวมระยะไป-กลับ 3,200 เมตร

แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปยังจุด เดินศึกษาธรรมชาติ ระหว่างทาง เราจะแวะไปยังจุดชมวิว เขาผากลางกันก่อน ประมาณกิโลเมตร ที่ 2 ก็จะเจอทางแยกให้เลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าสู่เขาผากลาง ระหว่างทางเราจะพบเห็นฝูงผีเสื้อ บินอยู่กันเป็นกลุ่มมากมายหลากหลายชนิด บ้างก็อยู่บนพื้นถนน หากนักท่องเที่ยวขับรถ ก็อย่าขับเร็วจนเกินไปนัก เพราะนอกจากจะมองไม่เห็นพวกมันแล้ว ก็อาจจะเหยียบพวกมันได้

เมื่อมาถึงเขาผากลาง ทิวทัศน์ที่จุดนี้ เราจะมองเห็น ผืนป่าซับลังกา และเขาพังเหย ซึ่งหลังแนวสันเขานี้ก็จะเป็นเขตจังหวัดชัยภูมิแล้วละครับ ในช่วงเช้าจะมีหมอกเกิดขึ้น เป็นแนวยาวไปตามไหล่เขา เหนือผืนป่าซับลังกาแห่งนี้ อีกด้านของผาเขากลาง จะมองเห็นผาแม่แก้ว เวลาที่แสงแดด ส่องลงมายังผาแม่แก้วนี้ ก็จะมีสีแดงเข้ม เลยทีเดียว
   
มีใครทราบไหมครับ ป่าที่เราเห็นอยู่นี้ถือได้ว่าเป็นป่าใหม่ มีอายุประมาณ30ปี เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประชากรเข้าบุกรุก ทำปศุสัตว์ ทำไร่ ทำนา และมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้ จนทำให้ป่าแห่งนี้เกือบไม่เหลือให้เป็นต้นน้ำลำสนธิอย่างทุกวันนี้

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาตินี้ มีระยะทางไปกลับประมาณ 3,200 เมตร โดยมีจุดสำคัญดังนี้

หลังจากชมวิวทิวทัศน์ ที่เขาผากลางแล้วเราก็ไปกันต่อที่ จุดเดินศึกษาธรรมชาติ ห้วยพริก-น้ำตกผาผึ้ง-เขาจันทน์ผา การเดินศึกษาธรรมชาติในเส้นทางนี้มีแผนที่ให้ศึกษาตรงทางเข้า เป็นป้ายแผนที่บอกเส้นทางเดิน ขนาดใหญ่ นักเดินทางต้องบันทึกเส้นทางให้ครบถ้วนเพื่อกันการหลง ป่า เมื่อพร้อมแล้วเราก็ไปกันเลย

จุดที่ 1 จุดเริ่มต้น
จุดที่ 2 ต้นยางนาล้ม
จุดที่ 3 ต้นไทร
จุดที่ 4 ต้นพระเจ้าห้าพระองค์
จุดที่ 5 น้ำตกผาผึ้ง
จุดที่ 6 ทางเบี่ยง สำหรับขากลับ
จุดที่ 7 หินพิง
จุดที่ 8 ไผ่ปล้องห่าง
จุดที่ 9 ถ้ำผาผึ้ง
จุดที่ 10 เขาจันทน์ผา

เราก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ได้ไม่ไกลนักเราก็พบต้นยางนาขนาดใหญ่ และยาวหลายสิบเมตร ล้มตัวทอดยาวอยู่ข้างทางที่เราเดิน เป็นสัญญาณบอกเราว่า เราเริ่มเขาสู่ป่าเชิงเขาแล้ว สาเหตุที่ต้นยางต้นนี้ล้มตัวลงนอนก็เพราะไฟที่เกิดจากพรานล่าสัตว์จุดไฟ แล้วไฟก็ลามมายังต้นยางต้นนี้ ทำให้เป็นที่น่าเสียดายที่ต้องเสียต้นไม้ไปเพราะ เหตุเพราะความมักง่าย ของพรานล่าสัตว์

จากนั่นก็จะพบกับต้นพระเจ้าห้าพระองค์ เมล็ดพระเจ้าห้าพระองค์ เป็นสมุนไพรรักษาโรคหิดของคนโบราณ โดยเขาจะใช้เมล็ดแก่ชุบน้ำพอเปียกๆ ไปฝนกับหินฝนยา แล้วเอาน้ำยาที่ได้ไปทาตรงที่เป็นหิด ทาเช้าทาเย็น ไม่นานหิดจะฝ่อและแห้งหายไป ส่วนเรื่องความเชื่อ ก็คือเป็นวัตถุ มงคลที่พกพาไปไหนมาไหนแล้วปลอดภัย อันตรายไม่กล้ำกลาย บางคนยังเอาไปปลุกเสกให้มีสรรพคุณทางอยู่ยงคงกระพันด้วย แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ตามป่า เริ่มจะน้อยลงทุกที เพราะถูกคนเอาเมล็ดมาทำของที่ระลึก และถูกพวกกระรอกกัดแทะเมล็ด ก่อนที่จะงอก เป็นต้นใหม่ ซึ่งถ้าโตเต็มที่ก็จะสูงได้ถึง 25 เมตร เป็นไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาดีมาก

ระหว่างทางที่เดินนั่นก็มีลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลมาจากน้ำตกผาผึ้งทำให้บริเวณทางเดินดูชุ่มฉ่ำ เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเห็ดยิ่งนัก เราจึงได้พบเห็ดหลายชนิดงอกเงยให้เราได้ชมความสวยงาม แปลกตา เพราะมิได้มีให้พบเห็นกันทั่วไปและหนึ่งในนั่นเราก็พบ “เห็ดถ้วยแชมเปญ” หรือภาษาขาวบ้านเรียก”เห็ดถ้วยน้ำหมาก” เพราะสีสันของมันเป็นสีแดงสวยงาม ถึงแม้จะมีพิษ แต่ก็มีประโยชน์ให้กับธรรมชาติเหมือนกัน เขาจะทำหน้าที่ย่อยสลาย มีเส้นใยแทงทะลุชอนไชซากพืชที่ตายให้กลายเป็นของเหลวและกลายเป็นอาหารของพืชต่อไป

เลยมาอีกนิด เราก็พบ ต้นไทร หรือ นักบุญแห่งป่า นักฆ่าเลือดเย็น ต้นไทร เป็น”นักบุญแห่งป่า” เพราะ ต้นไทรมีลูกไทรเต็มต้น เป็นอาหารของสัตว์น้อยใหญ่ทั้งป่า จะเสมือนเป็น”ซูเปอร์มาเก็ต” ให้สัตว์ได้ตลอดปี ในขณะเดียวกัน ต้นไทรก็เป็น”นักฆ่าเลือดเย็น” ด้วย เพราะ ต้นไทร จะมีวิถีชีวิตต่างจากไทรชนิดอื่นๆ คือ จะขึ้นจากข้างบน อาจเป็นนกหรือสัตว์อื่นกินลูกไทรแล้วทิ้งเมล็ดไทรไว้บนคาคบ เมื่อเมล็ดไทรได้อากาศความชื้นพอเหมาะก็เติบโตเกาะต้นไม้นั้น เป็นกึ่งอาศัยกึ่งเบียฬ แล้วไทรจะแทงรากลงมาข้างล่าง เมื่อรากถึงพื้นดินก็จะดูดอาการจากดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้น การได้อาหารเต็มที่จะทำให้ต้นไทรค่อยๆ เติบโต เมื่อโตเต็มที่ก็ค่อยๆ ฆ่าต้นตอเดิมที่ตัวเองเกาะอยู่ นอกจากนั้น ใบของไทรยังแผ่เบียดบังแสงแดดไม่ให้ต้นเดิมได้รับแสง ต้นไม้ที่ไทรเกาะพันอยู่ก็จะค่อยๆ ตายไป ดังนั้นต้นไทรจึงได้รับสมญาว่า”นักบุญแห่งป่า นักฆ่าเลือดเย็น” 

ความชุ่มชื้นนอกจากจะทำให้เราได้พบกับความสวยงามของเห็ดแล้ว ก็ยังสร้างอุปสรรคในการเดินทางให้เราด้วยเหมือนกัน เพราะทำให้เส้นทางเดินนั่นลื่น หากไม่ระวังลื่นล้มอาจถึงกับเลือดตกยางออกเลยทีเดียว

จากจุดเริ่มต้น เข้ามาระยะทาง 500 เมตร เราก็เดินทางมาถึงน้ำตกผาผึ้ง แม้จะเป็นน้ำตกที่ขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ต้นกำเนิดของมันมาจากแหล่งน้ำซับจากรากต้นไม้ในป่าดงดิบบนเทือกเขาทำให้มีน้ำไหลตลอดปี มากบ้างน้อยบ้าง หากใครที่อยากมาในช่วงน้ำเยอะก็ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง แต่ถึงแม้จะน้ำน้อยบ้าง ก็ยังมีอีกหลากหลายธรรมชาติให้เราได้สัมผัสกัน
 
เมื่อผ่านน้ำตกผาผึ้งมาแล้ว ก็พบกับหินพิง ที่จุดหินพิงนี้ได้สร้างความสนุก ตื่นเต้นให้กับเราเพราะต้องเดินลอดใต้หินพิงและต้องไต่ลัดเลาะขอบหิน หากเป็นช่วงที่มีน้ำมากถ้าเดินไม่ดีตกน้ำได้ง่ายๆ แต่คราวนี้เดินได้สะดวกหน่อยเพราะน้ำไม่เยอะ

ผ่านความตื่นเต้นมาแล้วเราก็ พักเหนื่อยกันสักนิด กับชิงช้าจากธรรมชาติ ที่เกิดจากเถาวัลขนาดใหญ่ ห้อยลงมาเป็นให้เราได้นั่งเล่นเพื่อผ่อนคลายและพักเหนื่อย ก่อนจะมุ่งสู่ป่าไผ่ปล้องห่าง ที่ได้ชื่อแบบนี้ก็เพราะ ความยาวของปล้องไผ่แต่ละปล้องนั้นมีความยาวเป็นเมตรๆ สิ่งนี้น่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าซับลังกาได้

เมื่อเดินมาถึงด้านล่างของผาผึ้ง และด้านล่างของผาผึ้งนี้จะมีลำธารไหลผ่านเราก็เลือกบริเวณนี้ แวะพักทานข้าวเติมพลังกัน ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปยังตัวถ้ำ ที่อยู่ข้างบนผาแห่งนี้ มื้อเที่ยงของเราเป็นข้าวสวยที่ห่อด้วยใบตอง ส่วนกับข้าวนั่นมีทั้ง หมูทอด ไข่เจียว ไข่ต้ม ปลาหลดทอด กับ น้ำพริกรสเด็ด เป็นอาหารที่ดูจะแสนธรรมดา แต่เมื่อได้ทานท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้ข้าวมื้อนี้มีรสชาดขึ้นอีกมากเลยทีเดียว ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

หลังจากเติมพลังกันเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าสู่ถ้ำผาผึ้งที่อยู๋ข้างบนกัน เส้นทางบ้างช่วงก็ต้องปีนป่าย เกาะเกี่ยว กันเลย แต่ก็ไม่ถึงกับลำบากอะไรนัก พอให้ได้ออกแรงเรียกเหงื่อกันบ้าง
 
ถ้ำผาผึ้งเป็นถ้ำขนาดกลาง มีหินงอกหินย้อยสวยงามอยู่ภายใน ก่อนนี้ถ้ำแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของเลียงผา มีผึ้งมาทำรังตามหน้าผาและต้นไม้ใหญ่ๆ บริเวณนี้ แต่เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยบางอย่างไว้ อย่างเช่น รังผึ้ง และขี้เลียงผา เป็นต้น และนอกจากร่องรอยของสัตว์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว ก็ยังมีร่องรอยของพระธุดงค์ที่มาปักกลดอยู่บนถ้ำแห่งนี้อีกด้วย

ป่าจันทน์ผาบนยอดเขาหินปูน ของที่นี่เรียกว่าเป็นป่าจันทน์ผาได้จริงๆ เพราะมีต้นจันทน์ผาสลับกับสลัดไดอยู่เต็มยอดเขาไปหมด และก็เรียกว่าได้ปีนเขากันได้เต็มปาก เพราะนอกจากสองเท้าต้องคอยหาที่เหยียบเหมาะๆ บนหินปูนยอดแหลมๆ แล้วสองมือก็ต้องคอยหาที่เกาะให้มั่นๆ อีกด้วย แต่ระวังอย่าเผลอไปเกาะ ต้นสลัดไดเข้าละ ไม่งั้นจะโดนหนามแหลมของมันทิ้มเอา หรือ หากจะเกาะต้นจันทน์ผาก็อย่าออกแรงเหนี่ยวแบบเต็มที่ ไม่งั้นต้นอาจหักโครมลงมา เพราะต้นจันทน์ผาเป็นไม้ที่ไม่มีแก่น

และแล้วเราก็ได้พบความงามที่ซ่อนอยู่ตามซอกของหินปูนแหลมๆ บนยอดเขาต้นจันทน์ผา นั่นคือกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์เหลืองปราจีนสีสดใส ที่ เมื่อได้เห็นแล้วก็รู้สึกหายเหนื่อย คุ้มค่ากับการเดินทางครั้งนี้เลย นอกจากกล้วยไม้รองเท้านารี ยังมีกล้วยไม้เอื้องปากนก ที่มีขนาดเล็กจิ๋ว

เส้นทางที่ใช้เดินทางกลับนั่น จะไม่ผ่าน หินพิง และน้ำตกผาผึ้ง แต่เราจะใช้ทางเบี่ยงอีกเส้นทางหนึ่ง และจะไปบรรจบกับเส้นทางเดิมที่ จุดต้นพระเจ้าห้าพระองค์ ในเส้นทางเบี่ยงนี้ค่อนข้างจะลาดชัน แต่ทางขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา ได้จัดทำ ราวไม้ ราวเหล็ก เอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใช้จับยึด เพื่อป้องกันการลื่นไถล
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
Free counter and web stats